โพแทสเซียมคลอเรต  มีคุณสมบัติเป็นของแข็งถ้าอยู่ในรูปผลึกใสจะไม่มีสี  เมื่อนำมาบดเป็นผงจะมีสีขาว  คล้ายแป้งแต่ไม่ได้มีความมันวาว  มีจุดหลอมเหลว  356  องศาเซลเซียล  และโมเลกุลของโพแทสเซียมคลอเรต  จะแตกตัวให้ก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงกว่า  400  องศาเซลเซียส  โดยละลายได้  73  กรัมต่อน้ำ  1  ลิตร  ที่อุณหภูมิ  20  องศาเซลเซียส  (ธนะชัย,   ไม่ระบุปีที่พิมพ์)    และละลายหมดในน้ำเดือดปริมาตรเพียง  1.8  มิลลิเมตร  สารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารออกซิไดส์อย่างแรงเช่นกัน  คือ  เป็นสารที่ให้ออกซิเจนในปฏิกิริยาออกซิเดชั่น  จึงมีการนำมาให้ทำพลุ  ไม้ขีดไฟ  ชนวนจุดระเบิด ด สีย้อม  การฟอกหนัง  ตลอดจนสารฆ่าเชื้อโรค   (Haelwy,   1981   อ้างโดย   พาวินและคณะ   2542)  สำหรับประเทศเยอรมันได้จัดโพแทสเซียมคลอเรตไว้เป็นสารที่สามารถทำให้เกิดมลภาวะของน้ำได้เล็กน้อย  สำหรับความเป็นพิษของโพแทสเซียม         คลอเรตต่อสัตว์ทอลองเมื่อรับประทานเข้าไป  พบว่า  ในหนูมี  การตายครึ่งหนึ่ง  เมื่อได้รับสาร   1,870   มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว  1  กิโลกรัม  และในกระต่ายมีการตายครึ่งหนึ่ง  เมื่อได้รับสารนี้  2,000  มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว  1  กิโลกรัม  (ธนะชัย, ไม่ระบุปีที่พิมพ์) 

                โซเดียมไฮโปคลอไรด์  มีลักษณะเป็นน้ำมีกลิ่นฉุน  เป็นองค์ประกอบของน้ำยาซักผ้าขาวมีการใช้ในการฟอกฆ่าเชื้อโรคเนื้อเยื่อพืชต่าง ๆ  และเป็นสารออกซิไดซ์เช่นกัน

                โซเดียมคลอเรตมีลักษณะเป็นผงสีขาวใสคล้ายเม็ดน้ำตาลทราย  มีรสเค็ม  มีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้นในอากาศได้ดี  ในอดีตมีการใช้เป็นสารกำจัดวัชพืช  ปัจจุบันประเทศไทยห้ามการใช้สารนี้อยู่

 

การใช้โพแทสเซียมคลอเรตเพื่อชักนำการออกดอกของลำไย

                ในปัจจุบันมีการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตกันมากขึ้นถึงแม้ว่างานวิจัยด้านนี้ยังไม่เด่นชัดมากนัก   โดยไม่เกรงกลัวต่อผลกระทบในภายหลังทั้งต้นลำไย  หรือต่อสภาพแวดล้อมแม้กระทั่งต่อผู้บริโภค  ซึ่งชาวสวนลำไยจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  ต้นลำไยตาย  ดีกว่าคนตาย  ซึ่งหมายความว่า  ถ้าใส่สารแล้วออกดอกติดผลขายได้กำไรแล้วต้นลำไยตายก็ยังปลูกใหม่ได้  แต่ถ้าลำไยไม่ออกดอกติดผล  ชาวสวนเองก็จะต้องจำนำ  จำนองที่ดินหรือบางรายอาจจะกู้หนี้ยืมสินธนาคารมาทำให้ไม่มีเงินไปใช้หนี้ก็อยู่ไม่ได้  เช่นกัน  ที่กล่าวมานี้เป็นปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เหล่านักวิชาการไม่สามารถจะยับยั้งหรือชะลอการใช้สารได้ในฐานะผู้เขียนเป็นนักวิชาการคนหนึ่งที่สนในเรื่องลำไย และทำงานวิจัยเรื่องสารในกลุ่มคลอเรตอยู่จึงให้ความสำคัญตรงจุดนี้มาก  ซึ่งผลกระทบต่อต้นลำไยและต่อสภาพแวดล้อมขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและมีเหตุผลสอดคล้องกับ   พาวิน  (2543   ว่า  ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะชักชวนหรือส่งเสริมใช้เกษตรกรให้สารเคมี   แต่ในปัจจุบันได้มีกระแสการตื่นตัวของการให้สารโพแทสเซียมคลอเรตกับลำไยได้เพิ่มมากขึ้นในขณะที่ข้อมูลทางวิชาการก็มีอยู่อย่างจำกัด   ทำให้เกษตรกรลองผิดลองถูกซึ่งอาจจะเกิดผลเสียในระยะยาวได้   สำหรับงานวิจัยและข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับสารโพแทสเซียมคลอเรต  ที่เกษตรกรชาวสวนลำไยควรรู้ดังนี้

 

                วิธีการใช้สารกับลำไย

                การใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตกับลำไยทำได้หลายวิธี  เช่น

1.             การให้สารทางดิน  โดยวิธีการผสมน้ำราด

2.             การให้สารโดยการฉีดเข้าทางกิ่ง-ลำต้น

3.             การให้สารโดยการฉีดพ่นทางใบ

 

1.   การให้สารทางดิน

               

โดยทั่วไปเกษตรกรให้สารทางดินโดยการผสมน้ำราดและหว่านโดยตรง   บริเวณทรงพุ่มซึ่งได้ผลเหมือนกันแล้วแต่จะสะดวกของแต่ละคน   แต่จากการสังเกตพบว่าการผสมน้ำราดในช่วงที่มีฝนตกหนักมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ  ในเรื่องการออกดอกเท่าใดนัก   ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าน้ำฝนชะล้างสารคลอเรตออกไปนอกทรงพุ่มหรือลงสู่ข้างล่างเกินกว่าที่รากจะหยั่งลึกลงไปถึง  แต่ขณะที่การกหว่านแล้วรดน้ำตามประสบความสำเร็จได้ดีว่าในช่วงฤดูฝนอาจเป็นเพราะว่าสารค่อย ๆ  ละลายหรือปลดปล่อยออกมาเรื่อย ๆ  (พาวิน,  2543)  เท่าที่สังเกตดูพบว่าหลังฝนตกหนักประมาณ  1-2  สัปดาห์  จะสังเกตเห็นสารยังอยู่เป็นก้อนเล็ก ๆ  บางจุด

 

                วิธีการเตรียมต้นเพื่อราดสารทำได้ดังนี้คือ

                1.  หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วควรมีการตัดแต่งกิ่งต้นลำไยให้ปุ๋ย  และพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ช่วงแตกใบอ่อน  โดยให้ต้นลำไยมีการแตกใบใหม่อย่างน้อย  1-2  ชุดขึ้นไป  (นิรนาม,  2542)

                2.   ก่อนการราดสารควรทำความสะอาดบริเวณทรงพุ่ม  โดยการกวาดเศษใบลำไยหรือหญ้าออกให้หมด  แล้วปล่อยให้ดินแห้ง  ประมาณ  1  สัปดาห์  เพื่อให้ต้นลำไยดูดสารได้ดี  (พาวิน,  2543)

                3.   อัตราของสารที่ใช้โดยวัดจากทรงพุ่ม  จากงานทดลองของพาวิน  และคณะ(2542ก.)  พบว่า  การให้สารอัตรา  8  กรัมต่อตารางเมตร    สามารถทำให้ลำไยพันธุ์ดอออกดอกได้  100%  ส่วนพันธุ์สีชมพูให้สารอัตรา  1  กรัมต่อตารางเมตร  ก็ให้การออกดอกได้  100%  เช่นเดียวกัน

                4.   ระยะใบที่ควรราดสารควรอยู่ในระยะใบแก่หรืออย่างต่ำต้องอยู่ในระยะใบเพสลาดขึ้นไป  (พาวิน  และคณะ, 2542ข.)

                5.   หลังจากราดสารวันแรกจนถึงการออกดอกจะใช้เวลาประมาณ  21-45  วัน  (ขึ้นอยู่กับพันธ์และสภาพแวดล้อม)  ต้องมีการให้น้ำพอชื้นอย่าให้แฉะอย่างสม่ำเสมอ   เพื่อให้ลำไยดูดสารขึ้นได้เป็นอย่างดี  ในช่างที่ยังไม่ออกดอกไม่ควรใส่ปุ๋ยคอกเด็ดขาด  ซึ่งมีเกษตรกรบางรายเอาปุ๋ยคอกและฟางคลุมในต้นทันทีพบว่าลำไยไม่ค่อยออกดอก  อาจเป็นเพาะว่าอินทรียวัตถุใหม่ ๆ  ที่กำลังมีการย่อยสลายจะไปลดความเป็นพิษและประสิทธิภาพของคลอเรตลง  อันมีผลให้ลำไยไม่ออกดอกได้  (สมชาย  องค์ประเสริฐ,  สนทนาทางวิชาการ)

                6.  ควรใช้สารด้วยความระมัดระวังและตามอัตราที่กำหนด  หากให้มากเกินไปอาจมีผลเสียหรือผลกระทบต่อต้นได้

 

ตารางการใช้สารเมื่อเทียบกับทรงพุ่มต่างๆ

 

เส้นผ่าศูนย์

กลาง  (เมตร)

พื้นที่ทรงพุ่ม

(ตารางเมตร)

อัตราความเข้มข้นของสาร  (กรัม) ต่อต้น

4

8

16

4

5

6

7

8

9

10

12.56

19.63

28.26

38.47

50.24

63.59

78.50

50.24

78.52

113.04

153.88

200.96

254.36

314.00

100.48

157.00

226.08

307.72

401.92

508.66

628.00

200.96

314.00

452.16

615.44

803.84

1017.36

1256.00

 

2.   การฉีดสารโพแทสเซียมคลอเรตเข้าทางกิ่ง-ลำต้น

               

วิธีนี้ได้นำเอาวิธีการฉีดสีเคมีเข้าต้นทุเรียนและมะม่วง  เพื่อป้องกันและรักษาโรคโคนเน่า-รากเน่า  และเพื่อผลิตทุเรียน,   มะม่วงนอกฤดู  การฉีดสารเข้าทางกิ่ง-ลำต้นสามารถทำให้ลำไยออกดอกได้  เช่นเดียวกับการราดลงดินหรือพ่นสารทางใบ  โดยเลือกกิ่งที่จะให้ออกดอกได้เช่นกันซึ่งกิ่งที่ได้รับสารมีการออกดอกได้เร็วและดีกว่ากิ่งที่ไม่ให้สาร   ภายในต้นเดียวกันจากงานทอลองกับพันธุ์สีชมพู   โดยฉีดสารเข้ากิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่ง  10-15  เซนติเมตร  พบว่าการใช้สาร  0.25  กรัมต่อเส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่ง  1  เซนติเมตร  ทำให้ลำไยพันธุ์สีชมพูออกดอกได้มากกว่า  80 %  (วินัย  และคณะ,  2542)  ขณะที่พันธุ์แห้วใช้สารอัตราเดียวกันกับพันธุ์สีชมพู  พบว่ามีการออกดอกได้ถึง  80 %  เช่นเดียวกัน  (วินัย  และคณะ,  ข้อมูลยังไม่ได้ตีพิมพ์)  การฉีดสารเข้าทางกิ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรชาวสวนลำไยซึ่งให้สารน้อยมากที่สุด  แต่จะต้องมีเทคนิคและวีเฉพาะตัวในการปฏิบัติ  สารละลายไม่สูญหายออกนอกกิ่งจึงจะได้ผลดี  ทั้งนี้ข้อจำกัดของการฉีดสารเข้าทางกิ่งมีอยู่หลายประการ  คือ

1.             อุปกรณ์ที่ใช้ปัจจุบันทางภาคเหนือยังมีอยู่อย่างจำกัด  เช่น  ปลอกพลาสติก

2.             จำเป็นที่จะต้องใช้สว่านในการเจาะรู  ซึ่งเกษตรกรบางรายไม่มี

3.             จะต้องใช้สารบริสุทธิ์  (ประมาณ  99.5-99.7%)  ถ้าเป็นสารผสมการละลายตัวของสารจะเหลือตะกอนทำให้เกิดการอุดตัน  สารซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชได้ยาก

4.             จะต้องมีการวัดเส้นผ่าศูนย์กลางกิ่ง  ทุกกิ่ง  หรือทุกต้น  เพื่อคำนวณหาปริมาณสารที่ใช้ให้ถูกต้องมิฉะนั้นอาจเกิดผลเสียกับกิ่งนั้น ๆ  ได้  ถ้าได้รับสารมากเกินไป

 

เทคนิคและวิธีการฉีดสารเข้าทางกิ่ง-ลำต้น

                1.   เลือกต้นลำไยที่มีใบแก่เต็มที่ที่มีกิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่ง  10-15  ซม.  ให้งดน้ำประมาณ  1  สัปดาห์

                2.   ใช้สว่านเจาะกิ่งลึก  2.5-3.5  ซม.  (ดอกสว่านขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  0.5  ซม.)

                3.   นำปลอกพลาสติกที่นิยมใช้กับต้นทุเรียน  หรือมะม่วงตอกลงไปในรูให้แน่น

                4. ละลายสารโพแทสเซียมคลอเรตที่เตรียมไว้โดยใช้น้ำน้อยที่สุดในการละลาย  พอให้สารละลายหมด

                5.   ใช้หลอดฉีดยาขนาด  50-60  ซีซี  ดูดสารละลายที่เตรียมไว้จนหมด  (ถ้าสารละลายมีมากจนดูดขึ้นมาครั้งเดียวไม่หมดก็ให้ทำการฉีดสารเข้าไปส่วนหนึ่งก่อนแล้วดูดสารละลายต่อเรื่อย ๆ  )  แล้วดูดอากาศเข้าไปอีกประมาณ  5-10  ซีซีเพื่อเป็นตัวดันสารละลายอีกทางหนึ่ง

                6. จากนั้นอัดหลอดฉีดยากับปลอกพลาสติกให้แน่นแล้วอัดก้านหลอดฉีดยาเข้าไปผ่านรูของปลอกพลาสติกให้พอแน่นและรู้สึกว่าอัดก้านไม่เข้าแล้ว   ให้ใช้ลวดหรือตะปู   สอดตามรูก้านหลอดฉีดยาที่เตรียมไว้ระยะห่าง 1  ซม.  เพื่อป้องกันแรงอัดดีดก้านฉีดยาออกมา  รอจนกว่าสารละลายหมด   นำปลอกพลาสติกไปใช้งานกิ่งต่อไปได้

                สำหรับการปฏิบัติหลังการฉีดสารเข้ากิ่ง-ลำต้นแล้ว  ควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอเพื่อให้รากพืชดูดน้ำเข้าไปแล้วพาตัวสารขึ้นไปสู่

 

                การฉีดพ่นทางใบถือเป็นวิธีที่ใช้สารในปริมาณน้อยมาก  และทำให้ลำไยออกดอกได้  เช่นเดียวกับการให้สารทางดิน  ซึ่งชิติ  และคณะ  (2542)  ได้ศึกษาไว้ว่า  ให้สารทางใบอัตรา  200  กรัม  ต่อน้ำ  100  ลิตร  (คิดจากสารบริสุทธิ์  99.7%)  สามารถทำให้ลำไยออกดอกได้  แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ใบลำไยไหม้และร่วงเป็นบางส่วน  ขณะที่  พาวิน(ข้อมูลยังไม่ได้ตีพิมพ์)  ได้ศึกษาการฉีดพ่นทางใบเช่นกันพบว่าให้สารเพียง  100  กรัม  ต่อน้ำ  100  ลิตร  ในระยะใบแก่สามารถทำให้ลำไยออกดอกได้ถึง  97%  แต่พบว่ามีใบร่วงและไหม้เช่นเดียวกัน   และยังพบอีกว่าถ้าพ่นสารในช่วงที่ลำไยขาดน้ำมาก ๆ  และในสภาพที่แดดร้อนจัดจะทำให้ลำไยใบไหม้และร่วงมากขึ้น  ซึ่งจะต้องมีการศึกษาทดลองกันต่อไป

 

                การปฏิบัติและข้อควรระวังในการฉีดพ่นสารทางใบ

1.             ต้นลำไยต้องสมบูรณ์

2.             ควรพ่นในช่วงที่มีใบแก่เท่านั้น(ระยะใบ 4-8 สัปดาห์หลังการแตกใบอ่อนหรือ45-60 วัน)

3.             ควรพ่นในช่วงอากาศไม่ร้อน

4.             จะต้องมีการให้น้ำบ้างอย่าปล่อยให้ดินแห้งมากเกินไป

5.             ทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มทุกครั้งหลังพ่นสารโพแทสเซียมคลอเรต

6.             ไม่ควรสูบบุหรี่ขณะพ่นสาร

7.             ไม่ควรผสมสารใด ๆ  ลงไปในขณะพ่นสารโพแทสเซียมคลอเรต

8.             ไม่ควรผสมสารเกินอัตราที่กำหนดหรือที่แนะนำ

9.             ขณะพ่นสารควรอยู่เหนือลม  หลีกเลี่ยงการโดนละอองของสารโพแทสเซียมคลอเรตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

การปฏิบัติดูแลรักษาลำไยหลังการให้สารโพแทสเซียมคลอเรต

 

1.   การให้น้ำ

                ในช่วงที่ให้สารใน  2-4  สัปดาห์  ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ  แต่อย่าให้แฉะหรือไหลนอง  และให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อลำไยออกดอกติดผลแล้ว  ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ  1  เดือน  ควรลดประมาณน้ำลงจนถึงงดน้ำถ้าในสภาพร่องสวนควรระบายน้ำออกจากส่วนให้มากที่สุด

 

2.   การให้ปุ๋ยแบ่งการให้ออกเป็น  4  ระยะดังนี้คือ

                2.1 เริ่มแทงช่อดอก  ช่วงนี้ลำไยต้องการธาตุไนโตรเจนมาก  ฉะนั้นควรให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง ๆ  เช่น  สูตร  25-7-7  หรือ  46-0-0  ประมาณ  0.5-1  กก./ต้น

                2.2   ระยะเริ่มติดผลเท่าหัวไม้ขีด   ช่วงนี้ควรมีการให้ปุ๋ยสูตร  15-0-0   ประมาณ  0.5-1  กก./ต้น  โดยการแบ่งใส่  2  ครั้ง  ห่างกัน  15  วัน  และควรให้ปุ๋ยทางใบที่มีธาตุอาหารรองและอาหารเสริม

                2.3   ระยะสร้างเนื้อถึงเมล็ดเริ่มดำ  การให้ปุ๋ยในช่วงนี้จะเน้นให้ธาตุโพแทสเซียมสูงซึ่งธาตุนี้จะช่วยส่งเสริมการเคลื่อนย้ายอาหารจากใบส่งไปยังผลได้ดี   และยังเป็นธาตุที่สะสมในเนื้อผลมากที่สุดปุ๋ยที่ใช้ในช่วงนี้  คือ  สูตร  0-0-60  โดยการแบ่งใส่  2  ครั้ง  ห่างกันประมาณ  15-20  วัน  (พาวิน, 2542)  หรืออาจพิจารณาสูตรใกล้เคียงที่ใช้ได้ผลดี  เช่นกัน  คือ  0-0-50

                2.4   ระยะหลังการเก็บเกี่ยวช่วงนี้ลำไยใช้ธาตุอาหารไปจากดิน-ลำต้นจำนวนมาก  ถ้ามีการติดผลมากลำไยก็จะฟื้นต้นได้ช้ากว่า  ต้นที่ติดผลน้อย  จึงควรให้ปุ๋ยต้นที่ติดผลมาก ๆ  มากกว่าต้นที่ติดผลน้อย  เช่น  ปุ๋ยสูตร  46-0-0  หรือ  25-7-7  อัตราต้นละ  1-2  กก./ต้น  และให้ปุ๋ยทางใบที่มีธาตุอาหารเสริมและธาตุอาหารรอง  (สูตรเร่งการเจริญเติบโตทางด้านกิ่งใบ)

 

3.   การฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรค-แมลง

                ปัจจุบันลำไยมีการออกดอกติดผลตลอดทั้งปีทำให้การเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตหรือนิสัยการกินของแมลงศัตรูพืชเริ่มเปลี่ยนไปรวมทั้งเกิดโรคระบาดกับลำไยเกิดขึ้นใหม่ ๆ  มากมายเกษตรกรควรหมั่นดูแลสวนลำไยตั้งแต่โคนต้นจนถึงผลอยู่เสมอ   เมื่อพบความผิดปกติเกิดขึ้นควรหาทางป้องกันโดยเร่งด่วน  เช่น  ถ้ามีแมลงเข้าทำลายในช่วงที่สำคัญ ๆ  เช่น  ช่วงออกดอก-ติดผล  จะมีแมลงพวกเพลี้ยแป้ง-หอย,  ไร,  เพลี้ยไก่ฟ้า,  หนอนชักใยกินดอกลำไยและหนอนคืบต่างๆ  ควรฉีดพ่นสารเคมีพวก  เอ็นโดซัลแฟน,  ไซเปอร์เมทธิน,  เฮ็กวีไธอะซ๊อค  หรือ  คลอไพริฟอส  เป็นต้น  ในส่วนของโรคที่เกิดขึ้น  เช่น  โรคแอนแทรคโนส,  โรคราดำ,  โรคยอดไหม้-ใบไหม้,  โรคผลเน่า  ควรฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา  พวกคอบเปอร์ออกซิคลอไรด์,  ไดเทนเอ็ม45,  เมทาแลค.ซิล  เป็นต้น  ส่วนโรคที่ผู้เขียนคิดควรหาทางป้องกันโดยเร่งด่วนคือโรคระบบรากเน่า  ซึ่งจากการนำดินและรากต้นที่เป็นโรคมาเลี้ยงเชื้อดูพบว่ามีเชื้อ  phytophthora   sp.  อยู่เป็นจำนวนมาก(วรวรรณ  ชาลีพรหม,  สนทนาทางวิชาการ)  ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจะคล้าย ๆ  กับทุเรียน  โดยลำไยใบร่างเล็กน้อยและยืนต้นตายในที่สุด   ทั้งนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่รุนแรงแต่เพียงอย่างเดียวควรใช้ในยามที่จำเป็นเท่านั้น

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

ชิติ   ศรีตนทิพย์  ยุทธนา  เขาสุเมรุ  และสันติ  ช่างเจรจา. 2542  ผลของสารโพแทสเซียมคลอเรตต่อการออกดอกนอกฤดูของลำไยพันธุ์ดอ.  หน้า  30-37.  ใน  รายงานสัมมนาฮอร์โมนพืชเพื่อการผลิตไม้ผลนอกฤดู.  จัดโดยคณะอนุกรรมการประสานงานวิจัยและพัฒนาสารเคมีเกษตร.  สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

 

ธนะชัย   พันธ์เกษมสุข.  ไม่ระบุปีที่พิมพ์.  ลำไยกับสารประกอบคลอเรต.  ภาควิชาพืชสวน.  คณะเกษตรศาสตร์.  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  51  หน้า.

นิรนาม.  2542.  คำแนะนำการใช้สารกลุ่มคลอเรตเร่งการออกดอกลำไยอย่างปลอดภัย.กรมวิชาการเกษตร.  พิมพ์ที่โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย  จำกัด.  กรุงเทพฯ . 22  หน้า.

พาวิน   มะโนชัย  วรินทร์   สุทนต์   วินัย   วิริยะอลงกรณ์   นภดล   จรัสสัมฤทธิ์  และเสกสันต์  อุสสหตานนท์.  2542(ข).  ระยะการพัฒนาของใบกับการกระตุ้นการออกดอกของลำไยโดยการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต  หน้า  9-14.  ใน  รายงานการสัมมนาฮอร์โมนพืชเพื่อการผลิตไม้ผลนอกฤดู.  จัดโดยคณะอนุกรรมการประสานงานวิจัยและพัฒนาสารเคมีเกษตร  สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

พาวิน   มะโนชัย. 2543.  ลำไย. สิรินาฏการพิมพ์ จ.เชียงใหม่. 115  หน้า.

วินัย   วิริรยะอลงกรณ์  พาวิทน   มะโนชัย   วรินทร์   สุทนต์   นภดล   จรัสสัมฤทธิ์  และเสกสันต์   อุสสหตานนท์. 2542.  การศึกษาเบื้องต้นของวิธีการฉีดสารโพแทสเซียมคลอเรตเข้าทางกิ่งต่อการออกดอกของลำไยพันธุ์สีชมพู.  หน้า  15-20.  ใน  รายงานสัมมนาฮอร์โมนพืชเพื่อการผลิตไม้ผลนอกฤดู.  จัดโดยคณะอนุกรรมการประสานงานวิจัยและพัฒนาสารเคมีเกษตร  สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

Hawley,J.Q. 1981. The condensed  chemical  dictionary. Tenth  edition. Liton Education Publishing Inc.